More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  ::: P PROJECT :::PhotosProfileFriendsBlog Tools Explore the Spaces community

Blog

January 02

ประกาศคณะปฏิรูปการจัดการบล็อค P PROJECT แห่งสยามประเทศ ฉบับที่ 1

 
จากการอดทนทู่ซี้ใช้ space live มาเป็นระยะเวลาปีกว่า ๆ
การเปลี่ยนแปลงของ Microsoft จาก space ธรรมดา ๆ มาเป็น space live มีผลทำให้การโหลดข้อมูลในแต่ละครั้ง นานโคตรพ่อ
ทำให้ประชาชนตาดำ ๆ ผู้ขาดแคลนซึ่งรายได้และเงินทุนสำหรับติด Hi-Speed Internet ไม่สามารถเข้ามาอ่าน หรืออัพเดทบล็อคได้โดยสะดวก
อันนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่เจ้าของ space เป็นอย่างมาก.... ฮือ ๆ ๆ T__T
 
ทางคณะผู้จัดทำ blog space ของ P PROJECT (?) ขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่า
บล็อคของ P PROJECT จะทยอยย้ายบ้านใหม่ไปสู่ http://puppiya.exteen.com/ ทั้งหมดภายในปีนี้
เพื่อความสะดวกในการจัดการต่าง ๆ ของสเปซเนื่องจากการโหลดที่เร็วกว่า
 
อย่างไรก็ดี ประชาชนทั่วไปยังสามารถเข้ามาเยี่ยมเยียน space live นี้ได้ตามปกติ
เนื่องจากเรารู้สึกซาบซึ้งเพื่อน ๆ ที่ได้รู้จักผ่านทาง space นี้มาก ๆ และคิดทบทวนอยู่นานว่าจะย้ายดีหรือไม่
เพราะอาจจะไม่ได้คุยกันบ่อยเหมือนที่เคยเป็นมา
ขอขอบคุณทุก ๆ คอมเมนต์ทั้งติชม และพูดคุยผ่านทาง space นี้
จนกว่าจะมีการปรับปรุงที่ดีขึ้นจากทาง Microsoft ที่จะทำให้ space live ใช้ได้สะดวกกว่านี้
บล็อคของ P PROJECT ก็อาจจะย้ายกลับมาที่นี่อีกครั้ง
 
แต่ ณ เวลานี้ ขออนุญาตจรลีหนีหายไปที่ http://puppiya.exteen.com/ ก่อน
ขอให้ประชาชนทั้งหลาย ตามไปสนุกกันที่บ้านใหม่ได้ตามปกติ... นะจ๊ะ
 
(*)
 
 
ประกาศ ณ วันที่ 2 มกราคม 2550
 
*โปรดฟัง (อ่าน ?) อีกครั้งหนึ่ง 
 
December 30

*** รั่ว รั่ว รั่ว และ รั่ว ***

 
 
** เนื่องจาก blog นี้ ใช้ text เยอะจัด จนสเปซไม่สามารถรองรับได้
จึงเรียนเชิญพี่น้องตามไปอ่านได้ที่ blog สำรองของเรา ตาม URL ด้านล่างนี่นะคร้าบบบ !!
 
 
p.s. วันดีคืนดีจะย้ายไปที่นี่แล้วล่ะ สเปซเดี๋ยวนี้โหลดช้าชิบ !!
 
 
November 27

--- หนูน้อยหมวกแดงแห่งรัตติกาล ---

 

                ราตรีที่มืดมิดกลับถูกฉาดฉายด้วยแสงสังเคราะห์จากหลอดไฟหลากสีสัน แผ่นป้ายขนาดใหญ่บ่งบอกบุคลิกลักษณะละชื่อเรียกขานของสถานที่เหล่านั้น บรรยากาศคละคลุ้งไปด้วยสรรพเสียงสับสนปนเป ควันบุหรี่ลอยอ้อยอิ่งม้วนเกลียวรวมตัวเข้าเป็นเนื้อเดียว แอลกอฮอลล์และของเหลวหลากชนิดกลิ้งเกลือผสมผเสอยู่ในกระบอก หลังจากถูกเขย่ารวมกันเป็นเนื้อเดียวแล้วจึงถูกเทลงในแก้วแชมเปญใบจิ๋ว และบัดนี้มันตั้งอยู่ตรงหน้าหญิงสาวนัยน์ตาเลื่อนลอยคนหนึ่ง เธอนั่งเท้าคางเหม่อลอยปล่อยประสาทสายตาปะทะกับภาพพร่าเลือนตรงหน้าอยู่เป็นเวลานาน นานจนกระทั่งบาร์เทนเดอร์ที่เพิ่งว่างจากหน้าที่คนนั้นสังเกตเห็น จนเมื่อเขาเอ่ยถามออกไปถึงสิ่งที่เธอต้องการ กามิกาเซ่สีฟ้าอ่อนจึงถูกเสิร์ฟอยู่ตรงหน้า

                แสงหลากสีสันละลายกลืนเป็นเนื้อเดียวในดวงตาว่างเปล่าคู่นั้น ราวกับไม่มีคำถามหรือคำตอบใด ๆ ในห้วงมโนสำนึก ชั่วขณะที่แก้วแชมเปญกระทบเคาน์เตอร์ เธอทำลายความนิ่งงันด้วยการพลิกข้อมือดูนาฬิกาข้อมือเรือนน้อย เป็นเวลากว่าชั่วโมงครึ่งที่เธอนั่งบนเก้าอี้สตูลสูงเท้าคางบนเคาน์เตอร์  ใช่ว่าเธอจะนั่งอยู่กับความเงียบเหงาเพียงคนเดียว หากแต่ผู้ชายเหล่านั้นที่ผ่านเข้ามาทายทักต่างถูกปฏิเสธด้วยภาษากายที่ไม่ตอบรับการเริ่มต้นทำความรู้จักใด ๆ เธอไม่ต้องการเพิ่มหรือเริ่มความสัมพันธ์ฉาบฉวยใด ๆ ในตอนนี้ ที่เธอต้องการก็เพียงแค่ได้จ่อมจมกับความโดเดี่ยวในบรรยากาศเซ็งแซ่  อย่างน้อยก็ยังดีกว่านอนซุกใบหน้ากับท่อนแขนเย็นยะเยียบในห้องสี่เหลี่ยมเพียงคนเดียว

                เกล็ดน้ำแข็งใสในแก้วค่อย ๆ ละลายเจือเนื้อน้ำสีฟ้าอ่อน แสงสีจากดวงไฟฉาดฉายสีสันอาบของเหลวในแก้ว ปรากฎเป็นเครื่องดื่มหลากสีราวกลั่นมาจากสายรุ้งสดใสหลังฝนกระหน่ำ  หลังจากแก้วใบน้อยถูกวางลงบนเคาน์เตอร์ ของเหลวในแก้วมิได้พร่องหายไปแม้แต่น้อย เธอไม่ได้ต้องการเติมเครื่องดื่มหรือเครื่องกินลงท้องแม้แต่น้อยในเวลานี้ เธอเพียงแค่สั่งกามิกาเซ่แก้วนี้มาเพื่อเลี่ยงคำถามน่ารำคาญว่า ดื่มอะไรไหมครับ จากบุคคลอันไม่พึงประสงค์เหล่านั้น

                อันที่จริงในวันนี้ถือว่ามีคนเข้ามาพูดคุยกับเธอน้อยมาก ตามปกติแล้วตลอดคืนจะมีผู้ชายแปลกหน้าเข้ามาทักทายเธอเกือบ ๆ ยี่สิบคน แต่ในวันนี้มีเพียงหกคนเท่านั้น อาจเป็นเพราะร่างกายของเธอซุกสวมอยู่ในกระโปรงยีนส์โทรม ๆ เสื้อสายเดี่ยวสีดำก็ถูกปิดทับด้วยเสื้อกันหนาวมีฮู้ดสีแดงเพลิง ช่างดูขัดกับรองเท้ารัดส้นสีขาวที่เกาะก่ายอยู่บนที่วางเท้าของสตูลสูง เรือนผมยาวสยายถูกรัดเกล้ามัดเสียบประคองด้วยปิ่นสีขาว และแว่นสีดำกรอบหนาบดบังสายตาอันว่างเปล่าของเธอในคืนนี้ อันที่จริงแล้วผู้หญิงสารรูปอย่างเธอไม่เหมาะที่จะมาสิงสถิตย์อยู่ในผับหรูเช่นนี้ ที่สุดแล้วผู้ชายพวกนั้นสนใจก็แค่เพียงแค่ภายนอกเท่านั้น หน้าอกอิ่มกับเรียวขาขาวย่อมน่าสนใจกว่าแน่นอน เธอพึงรำพันในห้วงคำนึง สายตาละจากนาฬิกาข้อมือจับจ้องที่ของเหลวสีฟ้าอ่อนในแก้ว มือเรียวเอื้อมจับก้านแก้ว ปากแก้วจรดกับริมฝีปากอิ่มเอิบที่เคลือบด้วยลิปกลอส  ของเหลวในแก้วแชมเปญค่อย ๆ เคลือบผ่านลำคอ ทิ้งไว้เพียงความร้อนรุ่มจากแอลกอฮอลล์ เป็นความรู้สึกสับสนอย่างประหลาดที่ของเหลวผสมน้ำแข็งใสเย็นแต่กลับสร้างความร้อนกับร่างกาย กามิกาเซ่พร่องไปกว่าครึ่งแก้ว

                 ในจังหวะที่ฐานแก้วค่อย ๆ แนบตัวลงกับเคาน์เตอร์ พลันปรากฏร่างชายคนหนึ่งข้าง ๆ กายเธอ

                คนที่เจ็ด เธอคิดในใจ

                คืนนี้เหงานะครับ

                เธอชะงักไปชั่วขณะหลังจากรับฟังประโยคนั้นจบ เป็นประโยคทักทายที่พิลึกหูที่สุดในคืนนี้ แปลกจนเธออดไม่ได้ที่จะหันไปมองผู้พูด ชายร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดแขนยาวสีขาว กางเกงยีนส์ ใบหน้าคมเข้มด้วยรูปเคราสั้น ๆ ใต้คาง แต่ดวงตาคู่นั้นกลับดูอ่อนโยนขัดกับบุคลิกราวเป็นคนละคน

                ขออนุญาตนั่งด้วยคนนะครับ ผู้มาใหม่เอื้อนเอ่ยแฝงคำถามมาในอากาศ เธอรู้สึกได้ว่าชายคนนี้ไม่เหมือนคนอื่น ๆ ที่พบเจอในค่ำคืนนี้ บุคลิกท่าทางสุภาพแบบนี้อาจจะพบเจอในสถานที่แบบนี้ไม่ง่ายนัก แต่ที่สะกิดใจเธอกลับเป็นประโยคทักทายเมื่อครู่มากกว่า เธอมองดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นผ่านแว่นกรอบหนา แล้วพยักหน้าเล็กน้อยตอบรับการมาถึงของชายแปลกหน้า

                ประมาณด้วยสายตา ชายคนนี้น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ แต่ผู้มาเยือนกลับมีบุคลิกสุขุม เคร่งขรึม ราวกับผ่านเรื่องราวในชีวิตมามากมาย แต่ที่มุมปากกลับเปื้อนรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา คงเป็นนิสัยของเขากระมัง เธอคิดในขณะมองผ่านหางตาด้านขวา

                หน้าผมมีอะไรติดอยู่เหรอครับ ?

                เสียงทุ้มต่ำเรียกเธอตื่นขึ้นจากภวังค์แห่งการพินิจพิเคราะห์

                คะ ?

                เห็นคุณชำเลืองมองผมตลอดเลย มีอะไรติดอยู่ที่หน้าผมหรือครับ ?

                เขารู้ตัวตลอดเวลาว่าเธอแอบมองเขาอยู่ ใบหน้าเธอร้อนผะผ่าวแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อยด้วยความละอาย

                เปล่าค่ะ เธอแอบเจ็บใจตัวเองนิด ๆ ที่ไม่สามารถสรรหาถ้อยคำแก้ต่างที่ดูดีกว่านี้ได้ในสถานการณ์ที่เธอตกประหม่าเช่นนี้ ในอากาศเกิดช่องว่างของคำพูดชั่วขณะ สายตาเธอกลับมาจับจ้องที่แหวนทองคำขาวที่นิ้วกลางมือขวาที่กำลังไล้ลูบรอบปากแก้วกามิกาเซ่

                เหล่าผู้คนในแสงสีขยับตัวตามจังหวะดนตรีเร่งเร้า สาวน้อยที่หน้าเวทีเต้นด้วยลีลาเร่าร้อนอยู่ในวงล้อมมนุษย์ราตรี ชายหญิงยืนกอดก่ายกันอยู่ในอีกมุมหนึ่ง ราวกับทั้งโลกมีเพียงสองคน โปรเจคเตอร์ฉายฉาบผนังหลากสีสัน กราฟฟิคนามธรรมดิ้นเคลื่อนไหวไม่หยุดหย่อน ดีเจสลับแผ่นอย่างคล่องแคล่ว หล่อเลี้ยงบรรยากาศคึกคักยามค่ำคืนให้ตื่นตาค้างมิหลับใหลไปกับความมืดมิดของรัตติกาล

                คุณดูเข้ากับบรรยากาศคืนนี้อย่างประหลาด เขาเติมเต็มบรรยากาศของค่ำคืนด้วยประโยคชวนสนเท่ห์อีกครั้ง บรรยากาศของคืนนี้ ฉันเข้ากับบรรยากาศคืนนี้ มีแต่เรื่องที่ฟังไม่เข้าใจทั้งนั้น

                บรรยากาศของคืนนี้มันเป็นยังไงเหรอ ? หญิงสาวในชุดแดงยกมือซ้ายขึ้นเท้าคาง มองผ่านแว่นกรอบหนา สร้างคำถามกลับไปยังชายชุดขาวคนนั้น

                อย่างที่ผมบอก ว่าคืนนี้เหงา ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นส่งสายตาปะทะใบหน้าแดงเรื่อของเธอ

                คุณก็ดูเหงา สิ้นประโยค เขาสั่งเตกีล่าสองช็อตสำหรับตนเองและหญิงสาว

                คุณรู้ได้ยังไง ว่าฉันเหงา บาร์เทนเดอร์หันหลังกลับไปเตรียมเครื่องดื่มให้คนทั้งสอง

                สถานที่แบบนี้ เพลงจังหวะเร่าร้อนขนาดนี้ ไม่มีใครนั่งนิ่ง ๆ ที่เคาน์เตอร์ได้เกินชั่วโมงครึ่งหรอกครับ อีกอย่าง ผมไม่เห็นมีเพื่อนคุณมาด้วยสักคน

                ก็เลยคิดว่าฉันเหงา ? เขาพยักหน้าพร้อมด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก

                ฉันก็แค่อยากหาอะไรดื่มเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจมาเต้น

                เขาหัวเราะในลำคอ

                โกหกไม่เก่งเลยนะครับ บาร์เทนเดอร์เสิร์ฟเตกีล่าให้เขาและเธอ

                หากคุณต้องการเพียงแค่หาอะไรดื่ม คุณคงไม่ต้องมานั่งในสถานที่แบบนี้หรอกครับ คุณก็แค่ซื้อมันกลับไป นั่งละเลียดมันไปพร้อม ๆ กับเพลงโปรด  

                เธอละสายตาที่จับจ้อง มองไปที่แก้วเตกีล่า ของเหลวข้นใสนอนนิ่งอยู่ในแก้ว

                อีกอย่างนะครับ แก้วแรกของคืนนี้ ยังไม่หมดเลยนะครับ เขาชี้ไปที่แก้วแชมเปญตรงหน้าเธอ

                ของเหลวสีฟ้ายังเหลืออยู่ที่ก้นแก้วจริงดังคำพูดของเขา

                คราวนี้เป็นเธอที่หัวเราะเบา ๆ หันมาหาชายคนนั้น  โอเค ฉันแพ้แล้ว

                ชายหญิงสองคนยิ้มให้กัน ไม่มีคำพูดใด ๆ ดวงตาสีน้ำตาลของเขาราวกับจะมองลึกลงไปถึงก้นบึ้งของจิตใจหญิงสาว เธอรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรง และร่างกายที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ

                คุณดูเหมือนหนูน้อยหมวกแดง กลางป่าดงดิบ เขาทำลายความเงียบลงอีกครั้ง

                หืม ! ฉันเนี่ยนะ ไม่น่าแปลกใจเท่าไร เธอพอจะเข้าใจว่าชุดเสื้อกันหนาวมีฮู้ดสีแดงดูขัดกับสถานที่อย่างไม่น่าสงสัย

                ตลกเนอะ เธอพูดพร้อมกับเสียงหัวเราะกลั้วในลำคอ

                ไม่หรอก ผมว่าน่ารักดีออก หนูน้อยหมวกแดงเดินฝ่าป่าดงดิบไปเยี่ยมคุณยายในยามค่ำคืน

                ถ้าอย่างนั้นคุณคงเป็นหมาป่าล่ะสิ เธอมองหน้าหมาป่าอย่างผู้มีชัยชนะ

                ชายคนนั้นยิ้มกลับแทนคำตอบ

                ถ้าไม่รังเกียจ หนูน้อยหมวกแดงช่วยเล่าให้ฟังได้ไหม ว่าอะไรที่พาให้หนูน้อยหมวกแดงต้องออกมาเดินเล่นกลางดึกอย่างนี้

                เธอถอนใจ และหยิบแก้วกามิกาเซ่ที่เหลือดื่มรวดเดียวจนหมด

                ฉันก็แค่หลงทางมาเท่านั้นแหละ แก้วกามิกาเซ่ที่ว่างเปล่าต้องแสงไฟสีเหลืองแดงราวอัญมณี

                คุณลองมองไปรอบ ๆ สิ ทุกคนในสถานที่นี้ต่างมาเพื่อตัวเองทั้งนั้น

                เขาพยักหน้ารับ รอให้เธอพูดต่อ

                เราต่างมาเพื่อสร้างความสัมพันธ์แค่ชั่วเวลาหนึ่ง

                หลังจากนั้นล่ะ ?

                ไม่เหลืออะไร ไม่มีแม้ความรู้สึกหรือความทรงจำใด ๆ

                ทั้ง ๆ ที่คุณรู้ว่าต้องพบเจอกับอะไร แต่คุณก็ยังจงใจหลงเข้ามาในป่าดงดิบนี้

                เหมือนกับคนกระหายน้ำดื่มน้ำจากแก้วก้นรั่วนั่นแหละ ไม่ว่าเขาจะเทน้ำลงไปเท่าไร น้ำก็รั่วออกจากแก้วจนหมด ที่เขาได้ดื่มก็เพียงแค่อากาศชื้น ๆ

                เธอมองที่แก้วเตกีล่าตรงหน้า แก้วกามิกาเซ่อันตรธานไปแล้ว

                ตัวฉันตอนนี้ก็เหมือนกับแก้วคริสตัลเนื้อดี ได้รับการแต่งเจียระไนอย่างสวยงาม แต่กลับมีรอยรั่วที่ก้นแก้ว ไม่ว่าจะเติมเต็มเท่าไร มันก็รั่วออกหมดอยู่ดี

                คุณก็เลยต้องหาที่ที่จะเติมเต็มได้ตลอดเวลา เพื่อให้น้ำปริ่มปากแก้วตลอดเวลา

                เธอพยักหน้ายอมรับโดยดุษฎี สายตาว่างเปล่าเหม่อลอยภายใต้แว่นกรอบหนา ค่ำคืนที่ว่างเปล่ากำลังจะผ่านไปอีกครั้ง เมื่อเพลงที่บรรเลงลดจังหวะลงเหลือเพียงเพลง Chill Out ขณะที่ทุกคนทยอยเดินไปออที่ประตูทางออก

                แล้วคืนนี้ก็กำลังจะว่างเปล่าอีกครั้ง เธอพูดอย่างเหงา ๆ

                ผมขอเป็นคนสุดท้ายที่ช่วยเติมเต็มคุณในคืนนี้ก็แล้วกัน เขายกแก้วเตกีล่าขึ้นเชื้อชวนเธอ เธอตอบรับด้วยการหยิบแก้วเตกีล่าขึ้นมาชนในความเปลี่ยวเหงา ของเหลวข้นใสแผดเผาลำคอ และร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ร่างทั้งสองตกอยู่ในภวังค์ สิ้นสติสัมปชัญญะชั่วขณะ

                หนูน้อยหมวกแดงออกเดินทางอีกครั้ง โดยมีหมาป่าเดินตามไปไม่ห่าง หนูน้อยหมวกแดงรู้ตลอดเวลาว่าหมาป่าตามเธอมา แต่เธอไม่ได้วิ่งหนีแต่อย่างใด การมีใครสักคนเดินตามยังดีกว่าการเดินคนเดียวกลางป่า อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

                เมื่อถึงกระท่อมกลางป่า ที่นั่นไม่มีคุณยายรออยู่ มีเพียงหนูน้อยหมวกแดงที่ปล่อยตนเองล่องลอยไปกับหมาป่า สองร่างเปลือยเปล่ากอดเกี่ยวกระหวัดรวมกันเป็นหนึ่งเดียว สิ่งที่เธอต้องการได้รับการเติมเต็มอีกครั้ง แต่มันก็กำลังจะเหือดแห้งไปในไม่ช้า พร้อม ๆ กับโลกราตรีที่กำลังจะถูกแทนที่ด้วยแสงแรกแห่งอรุณทิวา

               

November 15

:: ก :: ล :: ว :: ง ::

.
..
...
....
.....
......
.......
........
.........
..........
...........
............
.............
..............
...............
................
.................
..................
 
..
...
....
.....
......
.......
........
.........
..........
...........
............
.............
..............
...............
................
.................
..................
..
...
....
.....
......
.......
........
.........
..........
...........
............
.............
..............
...............
................
.................
..................
..
...
....
.....
......
.......
........
.........
..........
...........
............
.............
..............
...............
................
.................
..................
October 28

...ผู้มาเยือน...

 
 
 
                ตื่นแล้วเหรอ
                “…ที่นี่ที่ไหน?”
                ไม่รู้เหมือนกัน
                มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ยโอ๊ย!…” แพมรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณต้นแขน ผิวขาวๆปรากฎรอยแดงนูนที่เกิดจากการขีดข่วน มันไม่ใช่แผลฉกรรจ์เท่าใดนัก
แต่มันมากมายเหลือเกิน รอยแดงเป็นทางยาวปรากฎไปทั่วทั้งท่อนแขนซ้ายของเธอ 
                 แพมตื่นขึ้นจากภวังค์ เธอไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ขณะที่เธอกำลังเดินเล่นกับตั้มแฟนหนุ่มของเธอในย่านชุมชนที่คับคั่ง
จู่ๆเมืองทั้งเมืองก็เหมือนกับถูกปกคลุมไปด้วยใยบางๆ ผู้คนต่างพยายามวิ่งหนีให้พ้นจากรัศมีของเยื่อใยปริศนานี้ เมืองทั้งเมืองโกลาหลเหมือนเกิดจลาจล
ชายแก่คนหนึ่งหกล้มเพราะแรงกระแทกจากการชนของผู้คนที่วิ่งหนีมาจากศูนย์กลางรัศมีของใยลึกลับ ต่างคนต่างวิ่งหนีเอาตัวรอด
                แพมก็เป็นหนึ่งในฝูงชนนั้น เธอพยายามจะบอกกับตั้มว่าให้กลับไปช่วยชายแก่คนนั้น แต่ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์โลกทุกชนิดย่อมกลัวความตาย
ความกลัวตายบงการร่างกายของเธอให้วิ่งหนี หนีห่างออกไปเพื่อเอาชีวิตรอด เธอเหลือบเห็นแสงสว่างวาบจากบนท้องฟ้า
                ในชั่วขณะนั้นเธอรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองลอยสูงขึ้นจากระนาบเดิม และค่อยๆสูงขึ้นเรื่อยๆ
                แพมพยายามจะวิ่งต่อไป แต่ร่างกายของเธอกลับหยุดนิ่ง เธอหายใจไม่ออกในบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย เหมือนกับมีบางสิ่งรัดรั้งตัวเธอเอาไว้ให้ขยับเขยื้อนไม่ได้ 
                เธอพยายามดิ้น และดิ้นอย่างแรงเพื่อจะหลุดหนีออกจากพันธนาการลึกลับนี้ สมองของเธอหมดสิ้นความสามารถในการรับรู้สิ่งรอบข้าง
                เธอคิดถึง พ่อ แม่ 
                และตั้ม
                เธอร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว พยายามจะส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไร้ซึ่งเสียงใดๆออกจากลำคอของเธอ 
                ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือท้องฟ้าที่ขาวโพลน แล้วเธอก็หมดสติไป เมื่อรู้สึกตัวอีกทีเธอก็มาอยู่ในสถานที่แห่งนี้เสียแล้ว
 
                กำแพงที่ครอบคลุมอาณาเขตเป็นรูปวงกลม รูปทรงของสถานที่แห่งนี้เป็นทรงกระบอกปลายเปิดขนาดใหญ่และสูงพอๆกับตึกระฟ้าเลยทีเดียว เธอแหงนหน้ามองขึ้นไปที่จุดสูงสุดของกระบอกยักษ์นี้ ถึงแม้เธอจะมองเห็นยอดของมัน แต่เธอไม่สามารถปีนขึ้นไปถึงบนนั้นได้แน่นอน ถึงกระนั้นเธอก็ยังเห็นบางคนที่พยายามกระโดด พยายามปีน หรือกระทั่งขุดดินด้วยจุดประสงค์เดียวกัน คือ อิสรภาพ เมื่อมองดูดีๆแล้วทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้เป็นคนที่เธอคุ้นหน้าคุ้นตาทั้งสิ้น ผู้หญิงคนนั้นที่เดินจูงลูกข้ามถนนเมื่อครู่ นักดนตรีที่เล่นดนตรีเปิดหมวกอยู่ข้างๆร้านดอกไม้ หรือกระทั่งชายแก่ที่หกล้มคนนั้น เด็กเล็กร้องไห้เบาๆในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ เด็กสาววัยรุ่นคนนั้นนั่งหลังพิงกำแพงเหม่อมองท้องฟ้าอย่างสิ้นหวัง
                ทุกคนถูกจับมาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไรล่ะ? แพมตั้งคำถามกับตัวเอง
                “…ตั้ม
                แพมพยายามจะบอกกับแฟนหนุ่มถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเธอ แต่เมื่อสังเกตดีๆแล้วตั้มเองก็ไม่ได้ต่างจากเธอเท่าไร
บนใบหน้าของตั้มปรากฎรอยยาวแดงที่เกิดจากการขีดข่วนเช่นกัน
                หน้าตั้มโดนอะไรน่ะ
                เธอเปลี่ยนบทสนทนาจากการบอกเล่าถึงสภาพความบอบช้ำของร่างกายเป็นประโยคคำถามที่เต็มไปด้วยความรักความห่วงใยในตัวแฟนหนุ่ม เธอถามพลางเอื้อมมือไปลูบใบหน้าของตั้มบริเวณที่เกิดรอยแผล ชายหนุ่มบ่ายหน้าหลบมือของหญิงสาว
                “…ทำไมล่ะ แพมจะดูแผลให้ไง
                อย่ายุ่งได้มั้ย
                น้ำเสียงของตั้มราบเรียบ คำพูดตัดบทเมื่อครู่ทำให้แพมรู้สึกได้ถึงสภาพจิตใจของชายหนุ่มในตอนนี้ เขาคงเครียดกับสถานการณ์แบบนี้ ในสถานที่ที่ไม่รู้จักแห่งนี้ แพมคิดในใจ แต่ในตอนนี้สภาพจิตใจของแพมเองก็ไม่ต่างอะไรกับตั้ม เธอกลัว วิตก ไม่รู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอและตั้ม เธออยากให้ตั้มกอดเธอ แพมเข้าไปนั่งใกล้ๆตั้มที่นั่งพิงกำแพงอยู่
                “…ตั้ม
                เธอพยายามเรียกร้องความสนใจจากชายหนุ่ม แต่ก็ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆตอบกลับมา
                แพมกลัว…”
                เธอแอบชำเลืองมองหน้าแฟนหนุ่ม ตั้มยังคงนั่งนิ่ง ไม่แม้แต่จะหันมามองเธอ แพมรู้สึกเหมือนกับคนที่เธอนั่งอยู่ข้างๆนี้ไม่ใช่ตั้มคนที่เธอรู้จัก ตั้มคนที่กุมมือเธอตลอดเวลาที่เดินเคียงข้างกัน คนที่จุมพิตหน้าผากเธอเบาๆเมื่อวันเกิดที่ผ่านมา แต่มันต่างจากตอนนี้ ทำไมตั้มถึงดูเย็นชาเหลือเกิน มันทำให้เธอไม่กล้าที่เอ่ยถ้อยคำใดๆออกมาอีก แต่ตอนนี้แพมไม่ไหวแล้ว เธอต้องการเพียงไออุ่นจากคนรัก มันคงทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น แพมขยับเข้าไปใกล้ๆชายหนุ่ม แล้วซบลงเบาๆที่ไหล่ซ้ายของตั้ม
                บอกว่าอย่ายุ่งไงเล่า !!!”
                ตั้มตวาดเสียงดังจนแพมสะดุ้ง คนอื่นๆที่ตกอยู่ในวงล้อมทรงกระบอกยักษ์หันมามองชายหญิงคู่นี้เป็นตาเดียวกัน น้ำตาเม็ดใสอุ่นๆเอ่อล้นไหลออกมาจากเบ้าตาหญิงสาว เธออายที่ต้องตกเป็นเป้าสายตาคนอื่น แต่ยิ่งไปกว่านั้นเธอรู้สึกเสียใจกับการกระทำของชายคนที่เธอรักที่สุด และเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเธอในเวลานี้ ใบหน้าของแพมเหยเกโดยไม่ห่วงสวยอีกต่อไป
                “…ทำไมตั้มต้องตวาดใส่แพมด้วยล่ะ
                รำคาญ เข้าใจมั้ย
                ทำไมล่ะตั้มแพมทำอะไรให้ตั้มรำคาญเหรอ?” หญิงสาวพูดถามทั้งน้ำตา
                “…แพมแค่อยากให้ตั้มปลอบแค่นั้นเองหญิงสาวไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เธอต้องการนั้นควรจะพูดดีหรือไม่
                แพม แพมจะบ้าเหรอ สถานการณ์อย่างนี้จะให้ตั้มปลอบ ไม่รู้หรือไง ตั้มจะบ้าตายอยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะแพมเหรอที่อยากจะออกไปทำบุญบ้าบออะไรนั่นน่ะ เราถึงต้องมาเจอเรื่องแบบเนี้ย
                “…นี่นี่ตั้มว่าแพมเป็นต้นเหตุเหรอ?”
                ก็ไม่ใช่หรือไงล่ะ ถ้าอยู่บ้านเฉยๆก็ไม่ต้องมาติดอยู่ที่นี่หรอก
                นี่แพมผิดด้วยเหรอที่อยากจะไปทำบุญ อยากจะไปไหนมาไหนกับตั้มน่ะ แพมก็แค่…”
                พอเลย พอเลย นี่แพมจะงี่เง่าไปถึงไหนกัน หา! รู้มั้ย ตั้มเบื่อกับไอ้ความเชยความเฉิ่มของแพมเต็มทีแล้ว ชวนไปห้างก็ไม่ไปจะไปทำบุญ ชวนไปกินข้าวร้านหรูๆก็ไม่ไปจะไปกินแต่ไอ้ร้านเก่าๆสกปรกซอมซ่อข้างถนนนั่นน่ะ ตั้มเบื่อ ตั้มอายเพื่อน ได้ยินมั้ยแพม ตั้มอายที่จะต้องเป็นแฟนกับแพม
                “….ตั้ม…”
                น้ำตาของหญิงสาวยิ่งพรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสาย เธอรู้สึกช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดเวลา 3 ปีที่เธอคบกับผู้ชายคนนี้ ไม่มีสักครั้งที่เขาจะพูดกับเธอแบบนี้ ตอนนี้เธอเข้าใจทั้งหมดแล้วว่าทำไมช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาตั้มถึงพยายามหลบหน้าหลบตาเธอตลอด นี่เป็นครั้งแรกในรอบเดือนที่เธอชวนเขาออกมาเที่ยวกับเธอได้ แต่ทว่าสิ่งที่เธอได้ประสบพบเจอในเวลานี้มันทำให้เธอผิดหวัง หมดหวัง หมดศรัทธาในตัวของชายคนที่เธอมอบให้เขาหมดทั้งหัวใจ
                แพมทรุดตัวลงนั่งหลังพิงกำแพงในตำแหน่งเดิม ข้างๆชายคนที่เธอรักที่สุด ดวงตาที่เลื่อนลอยยังคงมีน้ำตาใสๆไหลอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้เธอคิดถึงบ้าน คิดถึง พ่อ แม่ อยากจะเข้าไปกอดพ่อกับแม่ ร้องไห้ที่หน้าตักของคนทั้งสอง แล้วระบายความเสียใจให้ท่านได้ฟัง แพมนั่งชันเข่า กอดเข่า แล้วซุกใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาในอ้อมแขนนั้น
                เราเลิกกันเถอะแพม
                ชายหนุ่มยังคงเรียกร้องสิ่งที่เขาต้องการอยู่ แต่ในตอนนี้แพมไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว เธอไม่สนใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เธอนั่งนิ่งในท่าเดิม นิ่งและสงบ เป็นเวลานาน น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มแล้วไหลลงบนแขนที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนของเธอ เธอรู้สึกถึงความเปียกชื้นบนท่อนแขน ความเปียกชื้นเม็ดเล็กที่นอกเหนือจากคราบน้ำตาฝน ฝนตกลงมา จากเบาๆก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนในอาณาบริเวณรายล้อมของทรงกระบอกยักษ์เริ่มหยิบสิ่งของใกล้ตัวมากำบังฝนแทนร่ม แพมยังคงนั่งนิ่งตากฝนอยู่ที่เดิม ตอนนี้ข้างๆกายเธอไม่มีชายคนที่บอกเลิกกับเธออยู่แล้ว ตั้มหายไปรวมอยู่กับกลุ่มคนแปลกหน้าในสถานที่แห่งนี้ สำหรับเธอตอนนี้ตั้มก็ไม่ต่างอะไรจากคนแปลกหน้าคนหนึ่งในสถานที่แห่งนี้ ฝนยังคงเทกระหน่ำลงมาเรื่อยๆชะล้างคราบน้ำตาบนใบหน้าของเธอ
                อั้ก…”
                ในกลางสายฝนนั้นแพมได้ยินเสียงแปลกๆ มันแปลกเสียจนเธอรู้สึกตัวจากอาการเหม่อมาชำเลืองมองหาต้นกำเนิดของเสียงนั้น
                ชะช่วยด้วย
ชายแก่คนที่หกล้มคนนั้นเอง ตอนนี้เขาเดินเข้ามาใกล้ๆแพม เธอสังเกตเห็นสิ่งปกติในตัวชายแก่ ใบหน้าของเขาขาวซีด
                ลุง ลุงเป็นอะไรไปคะ?”
                แพมลุกขึ้นพยุงชายแก่ เธอหันไปมองหาคนอื่นเพื่อจะขอความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่เธอเห็นคือ ร่างของผู้คนที่ค่อยๆล้มลง เหมือนต้นไม้ที่ถูกเลื่อยล้มลง
ทีละต้นทีละต้น ร่างที่ล้มลงแน่นิ่งไร้ลมหายใจสีหน้าทรมานทุกร่าง แพมได้แต่ยืนมองร่างที่ล้มลงทีละคนทีละคน อย่างตกตะลึง โดยไม่สามารถทำอะไรได้
                อะอัก
                ร่างของชายแก่ที่แพมพยุงชักกระตุก ตาเหลือก หญิงสาวตกใจจนเผลอปล่อยมือที่พยุงอยู่ ร่างชายแก่ล้มลงกระแทกพื้น แล้วแน่นิ่งไป
                แพมไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ทำไมทุกคนถึงค่อยๆล้มตายไปทีละคนอย่างนี้ แต่แล้วเธอก็ต้องหยุดคิด...
                จู่ๆเธอรู้สึกคลื่นไส้ เวียนหัว เธอไม่สามารถพยุงตัวเองให้ยืนอยู่ได้ หญิงสาวทรุดตัวลง จับที่ลำคอของตนเองด้วยความอึดอัด เธอหายใจเอาอากาศที่มีกลิ่นแปลกๆเข้าไปในร่างกาย กลิ่นแปลกๆที่มากับฝน
                น้ำตาของหญิงสาวไหลออกมาอีกครั้ง หากแต่คราวนี้มันไม่ได้หลั่งให้กับความรักที่มีให้กับผู้อื่น มันหลั่งออกมาให้กับความรักที่ทุกคนมี ความรักที่มีให้กับตัวเอง แพมกลัวสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ กลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง เธอกลัวความตาย น้ำตาของเธอไหลออกมาไม่หยุด จนสิ้นลมหายใจสุดท้ายของเธอ
                ……….
                ……….
                ……….
                ……….
                ……….
                ว้าย! ตาก้อง ทำอะไรน่ะ
                เปลี่ยนน้ำตู้ปลาไงแม่
                นี่! แล้วใครเขาเอาน้ำจากก๊อกกันล่ะ น้ำก๊อกมันมีคลอรีน เดี๋ยวปลาก็ตายหมดหรอก
                อ้าว! แล้วจะเอาน้ำที่ไหนล่ะแม่
                น้ำในโอ่งที่ขังไว้นี่ไงล่ะ ดูซิ ปลาแม่เป็นไงบ้างเนี่ยว้าย! ตายแล้ว ตาก้อง ปลาแม่ตายหงายท